วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

การเสริมทักษะในด้านต่างๆนอกจากด้านการศึกษา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับในปัจจุบัน เืพื่อที่จะทำให้เด็กๆมีความสามารถหลากหลาย หรือเป็นการสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบหรือถนัด เช่น การวาดรูป เล่นดนตรี ร้องเพลง รำไทย เป็นต้น และยังมีสิ่งที่ช่วยเสริมทักษะด้านร่างกายสำหรับเด็กเล็ก เด็กอนุบาล นั่นคือการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา ซึ่งกีฬาส่วนใหญ่ควรจะต้องฝึกฝนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เช่น กอล์ฟ ฟุตบอล ยิมนาสติก ว่ายน้ำ โดยเฉพาะกีฬาว่ายน้ำนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังเป็นสิ่งสำคัญที่อาจจะทำให้เด็กๆสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ
 

การเสริมทักษะอื่นให้กับเด็กอนุบาลและเด็กประถม

การเสริมทักษะอื่นๆให้กับเด็กเล็ก เด็กอนุบาล เด็กประถม

1. การร้องเพลงและเคลื่อนไหวเข้าจังหวะั

การร้องเพลงเ็ป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ในการเสริมทักษะให้กับเด็ก นอกจากจะทำให้เด็กเพลิดเพลิน สนุกสนานแล้ว ยังเป็นการฝึกการออกเสียง การอ่านให้กับเด็กได้อย่างดี คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะแทรกหรือเสริมคำศัพท์ คำอธิบาย เกี่ยวกับเนื้อเพลงที่เป็นประโยชน์ให้กับเด็ก อีกทั้งยังสามารถฝึกให้เด็กสามารถออกเสียง หรือสะกดคำให้ถูกต้อง ซึ่งการเสริมความรู้นี้ เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างอัตโนมัต
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรที่จะเลือกเพลงที่มีประโยชน์ให้กับเด็ก เช่น เพลงเกี่ยวกับตัวอักษร เพลงเกี่ยวกับคำศัพท์ไทยหรืออังกฤษ เพลงเกี่ยวกับตัวเลข สูตรคูณ เพลงเกี่ยวกับสี เพลงเกี่ยวกับวันในสัปดาห์ เพลงเหล่านี้จะมีประโยชน์สำหรับเด็กทั้งในการออกเสียง และยังเป็นการเสริมความรู้ที่เป็นประโยชน์ในชั้นเรียนอีกด้วย
การร้องเพลงยังเป็นการฝึกให้เด็กรู้จับบังคับให้ออกเสียงไปตามทำนองที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิของเด็กเองในทางอ้อม และยังสร้างความมั่นใจ กล้าแสดงออกให้กับเด็กอีกด้วย
การเคลื่อนไหวให้เข้าจังหวะหรือการเต้นรำ ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งควรทำประกอบกับการร้องเพลง ทำให้เด็กมีความสนุกสนามมากขึ้น และยังเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ การเคลื่อนไหวให้เข้าจังหวะ ยังสอนให้เด็กพัฒนาการควบคุมอวัยวะส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาทั้งสมองและกล้ามเนื้อ และมีหลายๆเพลงที่สอนให้เด็กเคลื่อนไหว เช่น หันไปทางขวาและทางซ้าย ชูมือขึ้นและหมุน ปรบมือเป็นจังหวะ หรือแม้กระทั้งการเต้นเป็นทีมประกอบเพลง
2. การเล่นกีฬาและเกมต่างๆ
การเล่นกีฬาเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ เพราะเด็กในวัยนี้อยู่ในวัยที่กำลังพัฒนาร่างกายทุกส่วน การได้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายที่เหมาะสม จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางกายภาพที่ดีในอนาคต และเป็นส่วนช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากขึ้น เพราะร่างกายแข้งแรง ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้
อีกทั้งการเล่นกีฬาย้งอาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ค้นพบความสามารถพิเศษของเด็ก ซึ่งควรที่จะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เพราะนัำกกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ต้องเริ่มเล่นกีฬามาตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ไทเกอร์ วูดส์ ภารดร หรือ แทมมี่
อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ควรที่จะเลือกกีฬาที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะกีฬาบางอย่างอาจจะต้องอาศัยกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หรือมีการกระแทกมากเกินไป กีฬาบางชนิดอาจจะต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิด จากคุณพ่อคุณแม่ เช่น การขี่จักรยาน กีฬาว่ายน้ำ
โดยเฉพาะการว่ายน้ำ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญหรือคุณครูสอนว่าย ทำการสอนการว่ายน้ำให้กับเด็ก เพราะครูสอนว่ายน้ำจะมีเทคนิคและวิธีการสอน ที่ทำให้เด็กคุ้นเคยกับน้ำ คุณพ่อคุณแม่อาจจะทำการสอนว่ายน้ำให้กับลูกท่านเองได้ แต่ควรระวังอย่าทำให้เด็กกลัวน้ำตั้งแต่ต้น เพราะจำทำให้เด็กเกิดความกลัวฝังใจ และจะเป็นการยากที่จะสอนว่ายน้ำให้กับเด็กในอนาคต ผู้เขีัยนขอแนะนำให้เด็กๆทุกคนมีโอกาสที่จะว่ายน้ำ และรู้จักการว่ายน้ำที่ถูกต้อง เพราะการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด และยังสามารถทำให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้ระัดับหนึ่ง เมื่อเกิดเหตุการไม่คาดคิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นจากประสบการณ์เด็กส่วนใหญ่ชอบการเล่นน้ำ ดังนั้นบางครั้งเราอาจจะไม่สามารถดูแลเด็กได้ตลอดเวลา เขาอาจจะไปเล่นน้ำโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ การที่เด็กว่ายน้ำเป็น ก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่เบาใจได้ว่าเด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนและเน้นย้ำเกี่ยวกับอันตรายทางน้ำให้กับเด็ก จากสถิติและข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ การตายของเด็กส่วนหนึ่งก็มาจากอุบัติเหตุทางน้ำนั้นเอง
เกมต่างๆก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผู้เขียนแนะนำให้เด็กมีโอกาสได้เล่น เกมในที่นี้ไม่ได้หมายความรวมถึงเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งในความคิดของผู้เขียน คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ควรให้เด็กเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ตราบใดที่เด็กยังไม่มีวุฒิภาวะหรือการรับรู้สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด ที่ดีพอ ในความเห็นของผู้เขียนคุณพ่อคุณแม่ควรจะรอให้เด็กโตอีกระดับหนึ่งประมาณ 10 ขวบขึ้นไป จึงจะเหมาะสมที่จะเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เพราะผู้เขียนเป็นห่วงเรื่องการควบคุมเด็ก การใช้เวลาที่เหมาะสม
เกมที่เราจะกล่าวถึงในที่นี้ เป็นเกมง่ายๆธรรมดา เช่น เกมฝึกสมอง เกมกระดาน หรือเกมสมมติ เช่น การเล่นขายของ การเล่นเป็นพ่อแม่ลูก การเล่นเป็นหมอและนางพยาบาล แน่นอนว่าเกมฝึกสมองต่างๆ และเกมกระดาน เช่น หมากฮอลส์ เกมเศรษฐี เหล่านี้จะเป็นการเสริมการพัฒนาการของเด็ก ทั้งในเรื่องความคิด ทักษะการคิดเลข การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนที่เล่นเกม ความอดทนรอคอย
ส่วนเกมที่เป็นบทบาทสมมติ เช่น การเล่นขายของ การเล่นเป็นพ่อแม่ลูก ก็เป็นการเสริมสร้างจินตนาการให้กับเด็ก คุณพ่อคุณแม่จะพบความคิดของเด็ก ที่มีต่อครอบครัว หรือปัญหาต่างๆในใจของเด็ก จากการเล่นเกมสมมตินี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นเกมเหล่านี้กับลูกของท่าน เพื่อที่จะสอดแทรกบทเรียนจากชีวิตจริงลงไป เช่น การเล่นพ่อแม่ลูก เราสามารถที่จะสอดแทรกหน้าที่ของคุณพ่อ หน้าที่ของคุณแม่ และหน้าที่ของคุณลูกที่ควรจะทำ เพื่อให้ครอบครัวมีความสุข การเล่นขายของเรายังสามารถสอนให้เด็กรู้จักการทำงาน ขยันทำงาน รู้จักค่าของเงินที่ได้มาจากการทำงาน
3. การวาดรูป ระบายสี
การวาดรูป ระบายสีเป็นกิจกรรมที่สามารถช่วยในการพัฒนาการทางด้านจินตนาการของเด็ก อย่างที่เราทราบกันว่าสมองของคนเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญ คือ ส่วนของความคิดที่เป็นเหตุผม (Logic) และส่วนที่เป็นความคิดทา่งด้านจินตนาการ (Imgaination) การวาดรูป ระบายสีก็จะทำให้เด็กสามารถแสดงจินตนาการออกมา คุณพ่อคุณแม่จะพบว่าจินตนาการของเด็กจะกว้างไกลอย่างคาดไม่ถึง การเปิดโอกาสให้เด็กวาดรูป ยังสามารถศึกษาว่าเด็กมีความคิดอย่างไร นักจิตวิทยายังสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็ก ผ่านจากรูปที่เด็กวาดออกมาจากจินตนการ
ยิ่งไปกว่านั้นคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถสอดแทรกความรู้ต่างๆได้ในการวาดรูป เช่น การแยกแยะสี เช่นสีไหนคือสีแดง สีไหนคือสีเขียว ความรู้ด้านรูปทรงต่างๆ เช่น สี่เหลี่ยม วงกลม ข้อดีอีกย่างหนึ่งของการวาดรูป ระบายสี คือจะสร้างให้เด็กคุ้นเคยกับการใช้ดินสอ การเขียน การควบคุมมือ ควบคุมดินสอให้วาดสิ่งต่างๆตามความต้องการ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับทักษะการเขียนในอนาคต

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

พัฒนาการที่ปกติของเด็ก : ขั้นตอนพัฒนาการที่สำคัญ
อายุ                      สิ่งที่เด็กควรได้
4-6 สัปดาห์            ยิ้มให้แม่
3-4 เดือน               หันศีรษะไปตามเสียง  จับหรือถือวัตถุที่คุณวางให้ในมือ
5 เดือน                   คว้าของที่เห็น
6-7 เดือน               เปลี่ยนของจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่ง  เคี้ยวอาหารได้ นั่งเอา    มือยันไว้ข้างหน้า  เวลานอนคว่ำจะยกศีรษะขึ้นได้เอง 
                              ถือขนมกินเอง
9-10 เดือน             ชี้ด้วยนิ้วชี้  คลาน  เล่นจ๊ะเอ๋  บ๊ายบาย  ให้ความร่วมมือเวลา                   แต่งตัว  เช่น  ชูมือขึ้นเพื่อใส่เสื้อ  ยื่นเท้าให้ใส่รองเท้า
13 เดือน                 เดินได้เอง  พูดคำเดี่ยวๆได้ 2-3 คำ
15 เดือน                 หยิบถ้วยขึ้นมาดื่มน้ำเอง
18 เดือน                 บอกเมื่อจะฉี่
21-24 เดือน           พูดเป็นวลี (2-3 คำติดกัน)
2 ปี                        ไม่ปัสสาวะราดตอนกลางวัน
3 ปี                        ไม่ปัสสาวะราดตอนกลางคืน  แต่งตัวเอง ยืนขาเดียวได้ชั่วครู่

พัฒนาการทางภาษา
อายุ                       สิ่งที่เด็กควรทำได้
2-6 เดือน               เล่นเสียง และส่งเสียงอ้อแอ้กับตนเอง
8-10 เดือน             เล่นเสียงสูงต่ำ  เลียนเสียงพ่อแม่หรือเสียงที่คุ้นเคย  ออกเสียงพยัญชนะ  เช่า ปา-ปา   มา-มา ได้
1-11/2 ปี              พูดคำเดี่ยวที่มีความหมายอื่นๆ นอกจากปาป้า-มาม้า
2 ปี                        พูดคำเดี่ยวประมาณ 20-50 คำ  พูดวลีหรือประโยคสั้นๆ 2-3 คำ
3 ปี                        พูดเป็นประโยคยาวๆ ได้

เมื่อไรจึงจะสงสัยว่าลูกเป็นออทิสติก?
คำแนะนำของสมาคมแพทย์ทางประสาทวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา
American Academy of Neurology และ Child Neurology Society

     หากเด็กมีลักษณะต่อไปนี้ควรพบแพทย์ทันที
1. ไม่มีการเล่นเสียง ชี้หรือใช้ท่าทางบอกความต้องการของตน เมื่ออายุ 12 เดือน
2. ไม่มีคำพูดที่มีความหมายเลย เมื่ออายุ 16 เดือน
3. ไม่มีวลี ( คำพูดติดกัน 2 คำขึ้นไป เช่น ไปเที่ยว ) เมื่ออายุ 24 เดือน
4. เด็กถดถอย/สูญเสียความสามารถทางภาษาหรือสังคมเมื่ออายุใดๆ ก็ตาม
     หากลูกมีพฤติกรรมต่อไปนี้คุณควรสงสัยว่าลูกอาจเป็นออทิสติก
ในเด็กเล็ก
ไม่ตอบสนองต่อคุณ เช่น เรียกชื่อแล้วไม่หัน ไม่สนใจฟังเวลาคุณพูดด้วย
ไม่มองหน้า ไม่สบตาเวลาคนพูดด้วย หรืออาจมองหน้าสบตาน้อยมาก
ชอบเล่นกับสิ่งของ  สนใจสิ่งของมากกว่าคน
ไม่เข้ามาหาเพื่อให้คุณกอด ไม่เข้ามาคลุกคลีกับคุณ
ชอบเล่นคนเดี่ยว ไม่ทำอะไรร่วมกับคนอื่น เช่น เล่นหรือฟังนิทานร่วมกับเด็กอื่น
เฉยเมย ไม่ค่อยแสดงอารมณ์
ทำตาลอยหรือมองอย่างไร้จุดหมาย
ไม่ยิ้มให้คุณ
ไม่รู้จักปลอบ เช่น ไม่ปลอบเวลาคุณหรือเด็กอื่นร้องไห้หรือเจ็บ
ไม่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากคุณเมื่อมีปัญหาหรือไม่มาให้คุณปลอบ
เวลาไปศูนย์การค้าจะวิ่งไปดูสิ่งของโดยไม่สนใจคุณ
ไม่รู้จักหน้าที่ของสิ่งของ เช่น เอาของเล่นมาดมแทนที่จะเล่นเหมือนเด็กทั่วไป
ไม่เล่นสมมุติ เช่น เล่นขายของ เล่นป้อนข้าวตุ๊กตา หรือทำท่าทางเลียนแบบคุณ
พูดช้าหรือไม่พูดเลย
มีภาษาแปลกๆ ที่คุณฟังไม่เข้าใจ
ชอบพูดทวนคำพูดหรือประโยคที่คุณพูด
ไม่ชี้นิ้วบอกเวลาอยากได้อะไร แต่จะร้องไห้หรือดึงมือคุณไปที่สิ่งนั้น
ปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆ ได้ยาก เช่น ร้องให้เวลาเจอสถานการณ์หรือบุคคลที่ไม่คุ้นเคย
ชอบทำอะไรซ้ำๆ หากคุณไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เด็กเคยทำ เด็กจะหงุดหงิดอาละวาด
ในเด็กโต
{ไม่ค่อยสบตาเวลาพูดคุยด้วย
{ชอบเก็บตัวหรืออยู่ตามลำพัง
{มักเล่นคนเดี่ยว
{ไม่ค่อยมีเพื่อน
{เข้ากับเพื่อนได้ยาก
{ไม่มีเพื่อนสนิท
{ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น
{สานต่อบทสนทนาไม่ค่อยได้
{ใช้ภาษาพูดที่ไม่เหมาะกับกาลเทศะ พูดแบบขวานผ่าซาก
{ไม่เข้าใจคำพูดขำขัน  อุปมาอุปมัย
{ชอบคิดซ้ำซากหรือทำอะไรซ้ำๆ
{ไม่ค่อยรู้จักกาลเทศะ ทำอะไรที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์
{ปรับตัวยาก


     ข้อสังเกต   อาการที่กล่าวมาข้างต้นนี้บางอย่างอาจพบได้ในเด็กปกติ แต่ก็จะเป้นอยู่
ชั่วคราวเท่านั้น  ส่วนเด็กออทิสติกจะมีอาการหลายอย่างพร้อมกันและเป็นอยู่นาน

  หากคุณสงสัยว่าลูกจะเป็นออทิสติกหรือไม่  ก็อย่ามัวแต่ตกอกตกใจ
ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  เพื่อให้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง
หากลูกไม่ได้เป็นอะไร  คุณก็จะได้สบายใจ  แต่หากลูกเป็น  คุณก็จะได้
ช่วยเหลือลูกตั้งแต่เนิ่นๆ

จะเล่นอะไรดี?
ขอแนะนำการเล่นสนุกกับลูกตามอายุ ดังนี้

เกิดถึง 6 สัปดาห์                อุ้มลูก  มองจ้องหน้าลูก 
อ่านหนังสือนิทานและร้องเพลงให้ฟัง
6 สัปดาห์ถึง 4 เดือน           อุ้มลูกเดินเที่ยวทั้งในบ้านและนอกบ้าน
 ลูกจะได้เห็นภาพหลากหลาย
 แลบลิ้นทำหน้าหลอกเล่น
5-8 เดือน                  เล่นโยนบอลนุ่มๆ เล็กๆ เอาของเล่นให้บีบ ให้สัมผัส  ให้เคาะ      เล่นเลียนเสียงกัน  ทำเสียวตลกๆ ให้ลูกฟัง  คุยกับลูกเยอะๆ
8-14 เดือน                       เล่นจ๊ะเอ๋  เล่นหยิบของใส่ถ้วยหรือใส่ตะกร้า 
เริ่มพาลูกเดินสำรวจภายในบ้าน
14 เดือน-2 ปี                    ลูกเริ่มมีภาษามากขึ้น ดังนั้นจงอ่านหนังสือให้ลูกฟังเยอะๆให้ลูกดูภาพ   พูดชื่อสิ่งที่เห็นในภาพให้ลูกฟัง
เล่นขีดเขียนด้วยดินสอ ดินสอสี 
ล่นเต้นตามจังหวะเพลงกับลูก
2-3 ปี                              ร้องเพลงด้วยกัน  ปั้นดินน้ำมัน  หัดให้ลูกทำอะไรด้วยตนเอง
                                      เล่นสมมุติกับลูก  เอาเสื้อผ้ามาแต่งเป็นตัวตลก

นี่เป็นเพียงตัวอย่างการเล่นสนุกกับลูก ลองนึกดูดีๆ คุณอาจคิดเกมใหม่ๆ มาเล่นสนุกกับ
ลูกได้อีกเยอะทีเดียว

หลักการวินิจฉัยโรคออทิสซึม
DSM-IV-TR =The Diagnostic & Statistical Manual of
Mental Disorders, fourth Edition,

A.            ต้องมีลักษณะทั้งหมด 6 ข้อ (หรือมากกว่า) จากข้อ(1), (2) และ (3) กับอีกอย่างน้อย
2 ข้อ จากข้อ (1) และอย่างละ 1 ข้อ  จากข้อ (2) และ (3):

  J 1. เด็กกลุ่มนี้มีความบกพร่องทางด้านการเข้าสังคม มีอย่างน้อย 2 ข้อ ดังนี้
1.1 เวลานำเด็กเข้าสังคม  เด็กจะไม่มองสบตาผู้อื่น ไม่แสดงออกทางสีหน้าและท่าทางตามปกติ
1.2 ขากการพัฒนาความสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนที่เหมาะสมตามระดับพัฒนาการ
1.3 ไม่ให้ความสนใจกับการเข้าร่วมทำกิจกรรมที่สนุกเพลิดเพลินหรือไม่สนใจทำงานให้บรรลุผลสำเร็จร่วมกับผู้อื่น ได้แก่ ขาดการแสดงออก ไม่ไปเอาของหรือชี้วัตถุที่สนใจ
1.4 เด็กไม่รู้จักการตอบแทนและแสดงความรู้สึกร่วมกับผู้อื่นในสังคม
  J 2. เด็กกลุ่มนี้จะมีความบกพร่องทางการสื่อสารซึ่งมีอย่างน้อย 1 ข้อดังนี้
2.1 การพัฒนาภาษาพูดมีน้อยหรือแทบไม่มีเลย (ใช้วิธีอื่นสื่อสารแทน เช่น การใช้ท่าทางหรือการแสดงออกโดยไม่ใช้คำพูด)
2.2 เด็กที่มีภาษาแล้วจะพบว่าไม่สามารถใช้ภาษาพูดสื่อสาร หรือสนทนากับผู้อื่นได้
2.3 ใช้ภาษาแบบซ้ำๆ หรือมีรูปแบบของภาษาที่ผิดแปลกไปจากที่ผู้อื่นใช้
2.4 ขากการปรับเปลี่ยนการเล่นแบบเสแสร้งที่เป็นไปเอง  หรือการเล่นเลียนแบบของสังคมที่เหมาะสมตามระดับพัฒนาการ
  J 3.เด็กจะแสดงรูปแบบของพฤติกรรม  ความสนใจ และกิจกรรมของตนแบบซ้ำๆ ซึ่งจะพบได้อย่างน้อย 1 ข้อ ดังนี้
3.1มีรูปแบบของความสนใจแล

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

นิทานสำหรับเด็ก

นายแพทย์บวร งามศิริอุดม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กล่าวไว้ว่า" เชื่อว่าคุณแม่คุณพ่อแทบทุกคนในปัจจุบัน ต้องรู้จักนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกที่ชื่อว่า ไอน์ส-ไตน์  ไอน์สไตน์ มีความฉลาดทางปัญญา ( IQ) ประมาณ 180 ขณะที่คนทั่วไปมีไอคิวประมาณ 90-110 เท่านั้น เขาได้ให้ข้อคิดที่สำคัญไว้ว่า ถ้าอยากจะให้ลูกฉลาด คุณแม่คุณพ่อควรจะเล่า นิทานให้ลูกฟังเป็นประจำ และถ้าจะให้ลูกฉลาดมากยิ่งขึ้น ทำอย่างไรรู้ไหมครับ ไอน์สไตน์บอกว่า ต้องเล่า นิ ทานให้ลูกฟังหลายๆ เรื่อง คิดว่าคนที่ฉลาดเช่นนี้ พูดไว้แบบนี้ เราคงต้องเชื่อว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ "
          นิทานคือ โลกของภาษา ภาพและหนังสือที่ปรากฏบนหนังสือนิทาน คือโลกของภาษา การอ่านหนังสือให้ลูกฟังจึงมีความสำคัญมาก ต่อการพัฒนาของเด็ก เปรียบเหมือนอาหารมื้อหนึ่งของวัน เพราะเป็นอาหารสมองและอาหารใจของลูก พ่อแม่ทุกคนอยากให้เด็กรักการอ่านหนังสือ และเรียนเก่ง การทำให้เด็กรักการอ่านหนังสือไม่ยากเพราะเด็ก มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบสนุกสนาน ถ้าได้หนังสือที่ชอบและยากอ่าน
         นิทานสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็ก ซึ่งหมายถึงหนังสือที่พ่อแม่อ่านให้เด็กฟัง ไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็กอ่าน การเล่านิทานให้ลูกฟังด้วยเสียงตนเอง ใช้ภาษาที่ดี เวลาเล่า ความรู้สึกของผู้เล่าจะผ่านไปสู่ตัวลูกด้วย ถ้าผู้เล่านิทานรู้สึกตื่นเต้น ลูกก็จะรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย ความรู้สึกร่วมกันระหว่างพ่อแม่และเด็กระหว่างการเล่านิทาน จึงเปรียบเสมือนสายใยผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก การเล่านิทานแม้เพียง 5 - 10 นาทีต่อเล่ม แต่ผลที่มีต่อลูกและความสุขในครอบครัวนั้นมหาศาล ลูกจะได้รับการพัฒนาทักษะการฟังและการพูด สร้างจินตนาการแก่เด็ก ฝึกสมาธิให้เด็กรู้จักสำรวจจให้จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ฟัง ซึ่งเป็นพื้นฐานการเตรียมความพร้อม ด้านการอ่านหนังสือ และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กไปพร้อมกัน

           นิทานสำหรับเด็กปฐมวัย
       ความเหมาะสมของนิทานสำหรับเด็กปฐมวัยจำเป็นต้องคำนึงถึงความสนใจ การรับรู้และความสามารถตามวัยของเด็ก เป็นสำคัญ จึงยังเกิดประโยชน์ที่แท้จริงต่อการเรียนรู้ของเด็ก เด็กจะเริ่มรับรู้นิทาน จากภาพที่มองเห็นและเสียงที่ได้ยิน โดย รู้ความหมายไปทีละเล็กทีละน้อย จนสามารถเชื่อมโยงภาพ และคำบอกเล่าที่ได้ยิน ตลอดจนจดจำเนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ ที่นำไปสู่การอ่านตัวหนังสือได้อย่างมีความหมายต่อไป

 เด็กอายุ 0 - 1 ปี

               นิทานที่เหมาะสมในวัยนี้ ควรเป็นหนังสือภาพที่เป็นภาพเหมือนรูปสัตว์ ผัก ผลไม้ สิ่งของในชีวิตประจำวัน และ เขียนเหมือนภาพของจริง มีสีสวยงาม ขนาดใหญ่ชัดเจน เป็นภาพเดี่ยวๆที่มีชีวิตชีวา ไม่ควรมีภาพหลัง หรือส่วนประกอบภาพที่รกรุงรัง รูปเล่มอาจทำด้วยผ้าหรือพลาสติก หนานุ่มให้เด็กหยิบเล่นได้
                เวลาเด็กดูหนังสือภาพ พ่อแม่ควรชี้ชวนให้ดูด้วยความรัก เด็กจะตอบสนองความรักของพ่อแม่ด้วยการแสดงความพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและหนังสือภาพจึงส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ ลูกด้วย

               เด็กอายุ 2 - 3 ปี

              เด็กแต่ละคนจะเริ่มชอบต่างกัน แล้วแต่สภาพแวดล้อมที่ถูกเลี้ยงดู การเลือกหนังสือนิทานที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ ควรเป็นหนังสือนิทาน หรือหนังสือภาพที่เด็กสนใจ ไม่ควรบังคับให้เด็กดูแต่หนังสือที่พ่อแม่ต้องการให้อ่าน หนังสือที่เหมาะสม ควร เป็นภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน สัตว์ สิ่งของ    เด็กเล็กในช่วงนี้ มีประสาทสัมผัสทางหูดีมาก หากมีประสบการณ์ด้านภาษา และเสียงที่ดีในวัยนี้ เด็กจะสามารถพัฒนาศักยภาพด้านภาษาและดนตรีได้ดี โดยเฉพาะช่วงอายุ 2 - 4 ปี เด็กมีความสนใจเสียงและภาษาที่มีจังหวะ เด็กบางคนจำหนังสือที่ชอบได้ทั้งเล่ม จำได้ทุกหน้า ทุกตัวอักษร เหมือนอ่านหนังสือออก เด็กอายุ 3 ปี มีจินตนาการสร้างสรรค์ อยากรู้อยากเห็น เข้าใจเรื่องเล่าง่ายๆ ชอบเรื่องซ้ำไปซ้ำมา ดังนั้น หากเด็กมีประสบการณ์ที่ดีในช่วงเวลานี้ จะเป็นพื้นฐานในการสร้างนิสัยรักการอ่าน ของเด็กในอนาคต

                                                เด็กอายุ 4 - 5 ปี

                เด็กวัยนี้มีจินตนาการสร้างสรรค์ อยากรู้อยากเห็นสิ่งรอบตัวเกี่ยวกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมว่าสิ่งนี้มาจากไหน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างความจริงกับเรื่องสมมุติ นิทานที่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้ควรเป็นนิทานที่เป็นเรื่องที่ยาวขึ้น แต่เข้าใจง่าย ส่งเสริมจินตนาการ และอิงความจริงอยู่บ้าง เนื้อเรื่องสนุกสนานน่าติดตาม มีภาพประกอบที่มีสีสรรสดใสสวยงาม มีตัวอักษรบรรยายเนื้อเรื่องไม่มากเกินไป และมีขนาดใหญ่พอสมควรใช้ภาษาง่ายๆ การอ่านนิทานให้เด็กฟัง พร้อมกับชี้ชวนให้เด็กดูภาพ ในหนังสือประกอบ จะเป็นการสร้างจินตนาการ สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพลังเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ
                 หากเด็กพบว่าเด็กชอบหนังสือเล่มใดเป็นพิเศษ ก็จะให้พ่อแม่อ่านซ้ำไปมาทุกวันไม่เบื่อ ดังนั้นพ่อแม่ควรอดทนเพื่อลูก เด็กบางคนจำข้อความในหนังสือได้ทุกคำ แม้ว่าจะมีคำบรรยายยาว ได้ทั้งเล่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากต่อพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก

  หลักการเลือกนิทานที่เหมาะกับเด็กปฐมวัย
             • เหมาะสมกับวัย : เด็กในแต่ละวัยจะมีความสนใจฟังเรื่องราวต่างๆ แตกต่างกันไปตามความสามารถในการรับรู้ และ ประสบการณ์ที่ได้รับ นิทานที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรเป็นหนังสือภาพ สมุดภาพ หนังสือภาพผสมคำ นิทานที่มีบทร้อยกรอง ในขณะที่นิทานที่เหมาะกับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ควรเป็นนิทานที่มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับธรรมชาติ นิทานเรื่องเล่าที่ให้ข้อคิด
        • ประโยชน์ ที่เด็กจะได้รับ : การเลือกหนังสือต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ ในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กด้วย เช่น สอนให้รู้จักคำเรียกชื่อสิ่งของต่างๆ เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกพัฒนาความคิด จินตนาการ ให้ความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก มีความตลกขบขันให้ความสนุกสนาน ช่วยแก้ปัญหาให้กับตัวเด็ก เมื่อเปรียบเทียบตนเองกับตัวละคร เป็นต้น การอ่านเรื่องราว หรือเนื้อหาทั้งเล่มก่อนตัดสินใจเลือก จึงเป็นสิ่งสำคัญ             • เนื้อหา และลักษณะรูปเล่ม : นิทานหรือหนังสือที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นเรื่องสั้นๆง่ายๆ และไม่ซับซ้อน มีจุดเด่นของเนื่องจุดเดียว เด็กดูภาพหรือฟังเรื่องราวเข้าใจได้ และสนุกสนาน มีเนื้อเรื่องที่ชัดเจน ชวนติดตาม เป็นเรื่องที่เกี่นวกับตัวเด็ก และใกล้ชิดตัวเด็ก หรือธรรมชาติแวดล้อม ไม่มีการบรรยายเนื้อเรื่อง ควรมีลักษณะเป็นบทสนทนาโต้ตอบระหว่างตัวละคร ใ้ช้ภาษาที่ถูกต้อง ง่ายต่อความเข้าใจของเด็ก ตัวอักษรมีขนาดใหญ่ ใช้สีเข้มอ่านได้ชัดเจน มีภาพประกอบที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง เป็นภาพที่มีสีสันสวยงามมีชีวิตชีวา ส่วนใหย๋จะเป็นภาพเขียนหรือวาดมากกว่าภาพถ่าย มีรูปเล่มที่แข็งแรงทนทาน ขนาดพอเหมาะกับมือเด็ก ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมเสมอไป และมีจำนวนหน้าประมาณ 10-20 หน้า

           วิธีการเล่านิทานหรือเรื่องราวสำหรับเด็ก
     เมื่อ เลือกนิทานหรือเรื่องราวที่เหมาะสมกับวัยของเด็กได้แล้ว วิธีการเล่านิทานหรือเรื่องราว เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจ ติดตามฟังเนื้อเรื่องจนจบ จำเป็นต้องทำให้เหมาะสมกับเรื่องที่จเล่าด้วย การเล่านิทานที่นิยมมี 2 วิธี ดังนี้
     1. การเล่าเรื่องปากเปล่า ไม่มีอุปกรณ์ : เป็นการเล่านิทานด้วยการบอกเล่าด้วยน้ำเสียงและลีลาของผู้เล่า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
• การขึ้นต้นเรื่องที่จะเล่า ควรดึงดูดความสนใจเด็ก โดยค่อยเริ่มเล่าด้วยเสียงชัดเจน ลีลาของการเล่าช้าๆ และเริ่มเร็วขึ้น จนเป็นการเล่าด้วยจังหวะปกติ
• เสียงที่ใช้ควรดัง และเป็นประโยคสั้นๆได้ใจความ การเล่าดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่ควรเว้นจังหวะการเล่านิทานให้นาน จะทำให้เด็กเบื่อ อีกทั้งไม่ควรมีคำถาม หรือคำพูดอื่นๆที่เป็นการขัดจังหวะ ทำให้เด็กหมดสนุก
• การใช้น้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง แสดงให้สอดคล้องกับลักษณะของตัวละคร ไม่ควรพูดเนือยๆ เรื่อยๆ เพราะทำให้ขาดความตื่นเต้น
• อุ้มเด็กวางบนตัก โอบกอดเด็กขณะเล่า หรือถ้าเล่าให้เด็กหลายคนฟัง อาจจะนั่งเก้าอี้ให้เหมาะสมกับสายตาเด็ก
• ใช้เวลาในการเล่าไม่ควรเกิน 15 นาที เพราะเด็กมีความสนใจในช่วงเวลาสั้น
• ให้โอกาสเด็กซักถาม แสดงความคิดเห็น
    2. การเล่าเรื่องโดยมีอุปกรณ์ช่วย เช่น สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กเช่น สัตว์ พืช , วัสดุเหลือใช้เช่น กล่องกระดาษ กิ่งไม้,ภาพ เช่นภาพพลิก หรือภาพแผ่นเดียว ,หุ่นจำลอง ทำเป็นละครหุ่นมือ, หน้ากากทำเป็นรูปละคร ,นิ้วมือประกอบการเล่าเรื่อง

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (2)

ตอนที่แล้วได้พูดถึงกาพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กปฐมวัย 1-2 ขวบไปแล้ว ฉบับนี้มาดูเรื่องของเด็กปฐมวัยช่วง 3-4 ขวบกันต่อเลยค่ะ
พัฒนาการของเด็กอายุ 3-4 ขวบ
ด้านร่างกาย
เด็กผู้ชาย ส่วนสูง 96-114 ซม./ น้ำหนัก 13.5-20.5 ก.ก.
เด็กผู้หญิง ส่วนสูง 94-114 ซม./ น้ำหนัก 13-20 ก.ก.
การพูด
ก่อนหน้านี้เด็กจะใช้ความรู้สึกในการแลกเปลี่ยนหรือเรียกร้องสิ่งที่ตนต้องการ แต่ต่อไปนี้ เขาจะต้องหันมาใช้ภาษากับคนอื่นๆ แทน เด็กในวัยนี้จะเข้าใจว่า คนในโลกส่วนใหญ่ใช้คำพูด เป็นเครื่องสื่อความหมาย โดยไม่ใช้การออกท่าออกทาง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการ ในทางภาษาสำหรับเด็ก
ในช่วงนี้ เด็กจะเริ่มรู้จักคำเช่น "แหลม หรือคม" หรือ "ร้อน" แต่การพูดยังขาดการเน้นเสียง และยังปะปนในเรื่องภาษากับประสบการณ์ที่ตนได้รับ
หรืออย่างการเข้าใจความหมายของคำว่า ข้างบน-ข้างล่าง, ข้างหน้า-ข้างหลัง, นำหน้า-ตามหลัง, ข้างหน้านั้น-ข้างหลังนั้น เพราะเด็กได้เรียนรู้มาจากการคลาน การโยนสิ่งของออกไป การมองกลับมาข้างหลัง การเดินไปข้างหน้า หรือการเล่นซ่อนหา โดยไม่ได้ใช้ความรู้สึก แต่เป็นการใช้ร่างกาย
เข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน เช่น การกางมือกางแขนออกทำเป็นยักษ์ตัวใหญ่ หรือทำตัวหดเล็ก เหมือนหนูตัวเล็กๆ รู้จักปิดประตูเสียงดังหรือปิดอย่างแผ่วเบา เด็กจะรู้จักการเรียกชื่อและนามสกุลของตัวเอง เพราะถึงเวลาแล้วที่จะต้องรู้จักตัวเองให้ถ่องแท้
รู้จักคำพูดแสดงพหูพจน์ เพราะเด็กมีประสบการณ์กับของที่มีปริมาณมากขึ้น เช่น แท่งไม้หลายอัน แท่งไม้สองสามอัน ในช่วงนี้เด็กจะรู้จักการปฏิบัติตามอย่าง เช่น การหมุนประตู เราต้องจับที่ลูกบิดประตู แล้วหมุนเป็นวงกลมแล้วปิด-เปิดประตูได้
รู้จักการเรียบเรียงประโยค และมีความแตกฉานทางภาษามากขึ้น โดยที่เด็กจะเลียนแบบ การใช้ภาษาจากผู้เป็นพ่อเป็นแม่ โดยที่เด็กจะเลียนแบบการใช้ภาษาจากผู้เป็นพ่อเป็นแม่ หากพ่อแม่ใช้ภาษาที่ถูกต้องไพเราะ ลูกก็จะพูดได้ดีเช่นเดียวกัน แต่ถ้าพูดจาสบถสาบาน ด่าพ่อล่อแม่จนติดปาก เขาก็จะจดจำไปใช้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า พ่อแม่จะต้องพูดภาษาที่สมบูรณ์แบบ เหมือนภาษาเขียนเป๊ะ แต่ควรจะใช้สรรพนาม กริยา คุณศัพท์ ฯลฯ ให้ถูกต้อง เพื่อลูกจะได้คุ้นและเข้าใจง่าย
อย่างไรก็ตาม บางครั้งเด็กเล็กๆ ที่กำลังย่างเข้าสู่พัฒนาการด้านภาษา โดยเฉพาะเด็กวัย 2 ขวบครึ่ง ถึง 4 ขวบ อาจจะพูดไม่ค่อยออกและมักจะเงียบ ซึ่งอาจเป็นเพราะความคิดของเด็กเร็วกว่าความสามารถ ในการใช้คำศัพท์ แต่พ่อแม่ไม่ควรวิตกกังวลมากจนเกินเหตุ อาการเช่นนี้จะหายไป เมื่อสมองส่วนที่ใช้บังคับการพูดเติบโตและพัฒนาเต็มที่ คุณพ่อคุณแม่อย่าพยายามเร่งรัดอาการเงียบของลูก เพราะอาจทำให้เด็กกลายเป็นคนเงียบตลอดไปก็ได้
การอ่าน
เด็ก 3-4 ขวบ พร้อมแล้วที่จะเรียนการอ่าน โดยจะแสดงสัญญาณของความพร้อมนี้ออกมา ให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น เขาจะรักหนังสือ ดีใจที่ได้หยิบจับและดูรูปในหนังสือ เขาจะถามถึงความหมาย ของสัญลักษณ์ สลาก หรือป้ายต่างๆ เขาอยากจะเขียนชื่อตัวเอง สนใจรูปภาพ และมีคำพูดแปลกๆ ใหม่มากเกินกว่าที่จะจดจำได้
ความชอบหนังสือนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้จะได้รับการกระตุ้นเพียงน้อยก็ตาม ถ้าเป็นไปได้พ่อแม่ควรสอนให้ลูกอ่านหนังสือ หรืออ่านให้ฟังอย่างสม่ำเสมอ เพราะการสอนให้ลูกอ่านหนังสือก่อนนอน จะช่วยให้เขาได้พักผ่อนและอยากเข้านอนด้วยความสุข และยังเป็นการสร้างนิสัยการคุยกันอย่างสันติ ซึ่งจะหาโอกาสอย่างนี้ได้ยากมากหากลูกพ้นวัยนี้ไปแล้ว
นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ลูกซื้อหนังสือของตนเองเมื่อมีโอกาส แม้จะเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ บางๆ ที่มีขายตามซูเปอร์มาเก็ตก็ตาม
พัฒนาการทางสังคม
เด็กในวัยนี้จำนวนมากที่โตพอที่จะเข้าโรงเรียนได้แล้ว ซึ่งเด็กจะรู้จักการแยกจากพ่อแม่ เพราะถึงเวลาที่เขาควรมีบุคลิกภาพเป็นของตัวเองเพราะเขาโตพอจะรับทราบกฎเกณฑ์ในหมู่คณะ และสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้นๆ ได้ เช่น กลุ่มเพื่อนที่เล่นด้วยกัน แสดงว่าเด็กเรียนรู้ ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ได้
นอกจากนี้เด็กจะมีความผูกพันกับบุคคลอื่น เช่น ครูที่โรงเรียนอนุบาล หรือการติดต่อสัมพันธ์ กับเด็กคนอื่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน
เด็กจะรู้จักคำว่า "เรา" "ของเรา" และ "ของเธอ" "ของฉัน" และ "ของพวกเขา" เพราะเด็กเริ่มเรียนรู้ที่จะแยกคนอื่นๆ จากครอบครัวของตน
การเล่น
เด็กวัย 3-4 ขวบ นี้จะสนุกสนานกับการได้ฝึกการทรงตัว เช่น การวิ่งบนทางแคบๆ ทรงตัวบนท่อนไม้ หรือกำแพงเล็กๆ เตี้ยๆ และจะมีพัฒนาการทรงตัวในการเล่นได้ดีขึ้นเป็นลำดับ จนถึงขั้นที่สามารถหัดถีบจักรยานได้
ในการเล่น เด็กมักชอบเลียนแบบจากสิ่งที่อยู่แวดล้อมตัวเอง เช่น การหุงหาอาหารด้วยถ้วย จาน ทัพพี และส้อม เหมือนกับที่แม่ทำ หรือใช้ค้อนตอกสิ่งของ เช่นเดียวกับที่พ่อทำ เด็กจะสนุกสนานกับการเอาของที่พ่อแม่ใช้มาเป็นของเล่นของตัวเอง เช่น จะสนุกกับการเล่นโทรศัพท์จริงๆ มากกว่าโทรศัพท์ที่เป็นเพียงของเล่น
เมื่ออยู่ที่โรงเรียน เด็กๆ ก็ยังคงสนุกสนานกับการเล่น "เลียนแบบ" เช่น การปั้นดินน้ำมันให้เป็นขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อย ด้วยมือทั้งสองข้างโดยใช้อุ้งมือด้วย ไม่ได้ใช้เฉพาะนิ้วเท่านั้น
เด็กยังคงฝึกฝนการต่อแท่งไม้รูปต่างๆ เป็นการฝึกสมดุล เช่น พยายามที่จะต่ออะไรขึ้นมาสักอย่าง โดยใช้สมดุลเข้าช่วย มากกว่าที่จะเล่นของที่เป็นชิ้นเป็นอันแต่ทั้งหมดที่เด็กสร้างขึ้นนั้น ก็ขึ้นกับผู้ใหญ่ที่จะให้คำชมเชยและความคิดที่ส่งเสริม
การฉีดวัคซีน
3 ขวบ ฉีดกระตุ้นไทฟอยด์
4-6 ขวบ ฉีดกระตุ้นคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และกินป้องกันโปลิโอ (ครั้งที่ 5)
สัมพันธภาพระหว่างเด็กกับพ่อแม่
วัย 1-2 ขวบที่ผ่านมาเด็กจะให้ความสนใจตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ครั้นถึงช่วง 3-4 ขวบนี้ เด็กจะหันกลับมาพิจารณาบทบาทของพ่อแม่มากขึ้น เช่น อาจถามคำถามแสดงความอยากรู้ว่า พ่อแม่รักตนมากเพียงใด และเด็กจะค้นพบคำที่มีความหมายแสดงถึงประสบการณ์ที่เด็กเคยได้รับ จากพ่อแม่มาก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม เด็กในวัยนี้บางคนอาจมีอารมณ์รุนแรง ฉุนเฉียว เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็อาละวาด กระทืบเท้า ขว้างปาข้าวของ ลักษณะพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นการแสดงออกของความรู้สึกนึกคิดของเด็ก โดยผ่านทางพฤติกรรมทั้งสิ้น
โดยทั่วไปผู้ใหญ่มักคิดว่าเด็กไม่มีปัญหาอะไรเพราะเขายังไม่รู้จักคิดและยังไม่เข้าใจอะไรเพียงพอ วันๆ ก็ไม่รับผิดชอบไม่รับรู้อะไร ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิดไปจากความจริงอย่างมากทีเดียว
เด็กที่อยู่ในวัยกำลังพัฒนา เขาเรียนรู้และรับรู้อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น เขาจึงมีความรู้สึก และความคิดของเขาตามแบบเด็กๆ และสามารถรับรู้เข้ใจอะไรๆ ได้พอสมควรมากกว่าที่ผู้ใหญ่จะคาดคิด
เมื่อเด็กมีความไม่สบายใจ วิตกกังวล หรือมีความทุกข์เศร้า หรือแม้กระทั่งตื่นเต้นดีใจก็ตาม เด็กจะแสดงออกทางความรู้สึกนึกคิดโดยผ่านทางพฤติกรรมเสมอเพราะเขายังไม่สามารถ ถ่ายทอดความรู้สึกนั้นโดยการบรรยายเป็นคำพูดได้ ฉะนั้น เมื่อเด็กรู้สึกว่าตนกำลังจะสูญเสียความรัก เช่น การมีน้องใหม่ หรือรู้สึกกังวลว่าตัวกำลังจะถูกทอดทิ้ง หรือเมื่อเด็กมีความกลัวว่าจะมีอันตราย เกิดขึ้นกับเขา เช่น การเจ็บป่วย การอยู่โรงพยาบาล หรือเมื่อผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดมีความไม่สบายใจ
จากสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมา เราจะเห็นเด็กมีพฤติกรรมที่ซนมากขึ้น งอแงติดแม่ รบกวนเรียกร้องต่างๆ ดื้อขึ้น แสดงอารมณ์หงุดหงิดร้องไห้บ่อย หรือเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีต่างๆ ฉะนั้น ถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เอาใจใส่เด็ก และสังเกตพฤติกรรมของเด็กแล้ว จะสามารถเข้าใจอารมณ์ จิตใจและความรู้สึกนึกคิดของเด็กโดยไม่ยาก และจะสามารถช่วยเหลือเด็กได้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น
ที่สำคัญ พ่อแม่จะต้องเข้าใจด้วยว่า โดยธรรมชาติเด็กเล็กมีลักษณะของการนึกถึงตนเองเป็นใหญ่ ยังมีความอดทน รอคอย และการยับยั้งชั่งใจน้อย และยังมีความเข้าใจต่างๆ ไม่เพียงพอ ซึ่งอาการเหล่านี้จะลดน้อยลง เมื่อเด็กเข้าใจความหมายต่างๆ ได้ดีขึ้น และสามารถใช้คำพูด เป็นเครื่องแสดงออกของความปรารถนา หรือระบายความรู้สึกของตน

การเล่นเพื่อการพัฒนาเด็ก

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พัฒนาการการพูดของเด็ก

คุณแม่เคยสงสัยมั้ยคะว่า การพูดเป็นการสื่อสารที่สำคัญ วิธีหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งมีขั้นตอนของการพัฒนาการที่แน่นอน
จากการส่งเสียงฮือฮา อ้อแอ้ของทารกมาเป็นคำเดียว ที่มีความหมายในวัย 1-2 ปี จนกระทั่งสามารถเปล่งเสียงออกมา เป็นคำพูดที่ต่อเนื่องกันเป็นประโยค เพื่อสื่อความหมาย และเล่าเรื่องได้ในเด็กอายุ 3-4 ปี
จริงๆ แล้วมนุษย์เราสามารถสื่อสารกันด้วยท่าทาง การแสดงออกของสีหน้า และการเปล่งเสียง แต่จะเห็นว่า การแสดงความต้องการหรือพยายามสื่อความหมายผ่านทางท่าทางและสีหน้า จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากในขณะที่การเปล่งเสียงเพื่อสื่อความหมายนั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่วง 4 ปีแรก ของชีวิต
พัฒนาการของภาษาเพื่อใช้ในการสื่อสารที่สำคัญคือ
  1. การรับรู้และเข้าใจภาษา
  2. การแสดงออกและการพูด (ดังตาราง)
การพัฒนาของภาษาพูด ทั้งด้านการรับรู้และการแสดงออก จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย
  1. ระบบการได้ยินที่ปกติ
  2. ระบบการแปลข้อมูลในสมองที่ปกติ
  3. ระบบการออกเสียงที่ปกติ
  4. สิ่งเร้าจากภายนอกที่เหมาะสม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เด็ก ต้องการพูดเป็นการสื่อสาร
เมื่อมีคำพูดจากบุคคลหนึ่งไปยังเด็กทารก คลื่นเสียงจากผู้พูด จะผ่านทางหูเด็กไปยังสมองแล้วเกิดการแปลงข้อมูล พร้อมกับการสั่งให้ร่างกายของเด็กทารกนั้นแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ได้
การตอบโต้เป็นเสียงหรือคำพูดนั้น ต้องอาศัยการประสานงาน ระหว่างกล้ามเนื้อ กระดูกและกระดูกอ่อน ที่จะช่วยให้เกิดลมพุ่งจากปอด ผ่านหลอดลม และช่วยบังคับกระแสลมผ่ายสายเสียงไปยังลำคอ เพดาน ฟัน ขากรรไกร และริมฝีปาก
การประสานงานของส่วนต่างๆ ในการเปล่งเสียงนี้ ต้องอาศัยเวลาในการช่วยให้เกิดการทำงานที่เหมาะสมและสอดคล้องกัน เด็กเองจะต้องเรียนรู้และรู้จักสังเกตเวลาโต้ตอบกับผู้อื่น จนกระทั่งสามารถใช้การพูดเป็นการสื่อความหมายกับผู้อื่นได้
ตารางแสดงพัฒนาการของภาษาและการพูดในเด็กปกติ

อายุ พัฒนาการด้านการรับรู้ พัฒนาการด้านการแสดงออก
และการพูด
แรกเกิด-1 เดือนได้ยินเสียงดัง, ได้ยินเสียงพูดอาจหันเวลาตื่นเต็มที่ สะดุ้ง ผวา กะพริบตา หรือ
หยุดฟังเริ่มทำเสียงในคอ
2 เดือนสนใจเวลามีคนใกล้และพูดคุยสบตา ยิ้ม ส่งเสียงอ้อแอ้
3-4 เดือนหันหาเสียงพูด (ข้างๆ) ส่งเสียงโต้ตอบ ทำเสียง "อาอือ"
หัวเราะเสียงดัง
6-9 เดือนหันหาเสียงกระดิ่งข้างๆ บนและล่างเล่นเสียงสูงๆ ต่ำๆ
เริ่มมีเสียงพยัญชนะ
10-12 เดือนทำตามคำสั่งง่าย ๆ
โดยท่าทางประกอบคำสั่ง (One Step Command Without Gesture)
เปล่งเสียงซ้ำๆ เลียนเสียงพูด
พูดอย่างมีความหมาย 1 คำ
12-15 เดือน- พูดคำโดยที่มีความหมาย 3-6 คำ
พูดเลียนคำท้าย
15-18 เดือนทำตามคำสั่งง่าย ๆ ได้ 1 ขั้น
(One Step Command Without Gesture)
พูดคำที่มีความหมายทีละ 1-2
คำติดกัน ชี้อวัยวะร่างกายตามบอกได้
2 ปี เข้าใจ "บน ล่าง ข้าง ๆ "พูดเป็นวลี 2-3 คำ พูดอาจไม่ชัด
และตะกุกตะกัก แต่คนในครอบครัว
ฟังเข้าใจประมาณครึ่งหนึ่ง
3 ปี รู้จักเพศของตนเองพูดเป็นประโยค 3-4 คำได้
มักใช้เฉพาะคำสำคัญที่เป็นเนื้อหา
เช่น คำนาม กริยา บางคำอาจไม่ชัด
แต่คนทั่วไปจะฟังเข้าใจประมาณ
ครึ่งหนึ่ง
4 ปี เข้าใจคำวิเศษณ์ เช่น ร้อน เย็น ใหญ่ เล็ก รู้จักสี 4 สีพูดเรียงลำดับในประโยคได้ถูก
เล่าเรื่องให้คนทั่วไปฟังเข้าใจได้
คำพูดส่วนใหญ่จะชัดเจน และมีจังหวะปกติ ยกเว้นบางพยัญชนะ
เช่น ส, ร, ล, ช
5 ปี เข้าใจความหมายของศัพท์ คำตรงข้าม
และคำเหมือน
ใช้ไวยากรณ์ได้ถูกต้อง
อธิบายความหมายได้
พูดชัดเกือบทั้งหมด จังหวะปกติ
8 ปี เข้าใจก่อน-หลังได้ดี สามารถพูดเป็นประโยค เรียบเรียงได้
เช่นเดียวกับผู้ใหญ่

เด็กปกติเรียนรู้ภาษาและการพูดได้อย่างไร
เด็กปกติจะมีพัฒนาการด้านภาษาและการพูดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งสามารถใช้ภาษาได้ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ เมื่ออายุ 7 ปีขึ้นไป
การที่เด็กเล็กคนหนึ่งจะพัฒนาภาษาและการพูดขึ้นมาได้นั้น จะต้องเกิดจากการที่เด็กมีการติดต่อกับบุคคลที่อยู่แวดล้อมเช่น แม่ พ่อ พี่เลี้ยงอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยในระยะแรก เด็กจะใช้การร้องไห้เพื่อบอกความต้องการของตนเอง เช่น ร้องไห้เมื่อหิวหรือไม่สบาย
ต่อมาเด็กจะเริ่มเล่นเสียงและเลียนเสียงต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ในช่วงนี้ถ้าเด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่อยู่รอบข้าง เช่น แม่มักจะอุ้มขึ้นมาเล่นและพูดคุยด้วย เมื่อได้ยินเสียงของเด็ก ก็จะเริ่มสร้างระบบของภาษาและการพูดของตนเอง โดยอาศัยแบบอย่างจากผู้ใหญ่ที่พูดคุยด้วย
เมื่อเด็กทดลองใช้ภาษาที่ตนเองสร้างขึ้นมา และได้รับแรงเสริมจากผู้ใหญ่ เด็กก็จะออกเสียงนั้นมากขึ้น จนกระทั่งสามารถเปล่งเสียงเรียกสิ่งของหรือคนที่อยู่รอบข้างเขา ได้อย่างถูกต้อง เช่น เมื่อเด็กเห็นแม่เดินมาเป็นจังหวะเดียวกับ ที่เด็กเปล่งเสียงคำว่า "ม่ะ" ออกมา ก็จะเข้ามาอุ้มชูและพูดเล่นด้วย
การที่เด็กได้รับแรงเสริมในลักษณะนี้นี่เอง จะทำให้เด็ก ค่อยๆ เรียนรู้เวลาที่เขาหิว เจ็บป่วยหรือต้องการการอุ้มชู ถ้าเขาเปิดปาก ทำเสียงเช่นนี้ บุคคลผู้นี้ก็จะเข้ามาช่วยเหลือเขา เมื่อทำบ่อยครั้งเข้า ในที่สุดเด็กจะสามารถเชื่อมโยงคำว่า "ม่ะ" "แม่" กับตัวคุณแม่ได้ กระบวนการการเรียนรู้คำศัพท์ของเด็กจะเกิดขึ้นในลักษณะนี้ และปริมาณของคำศัพท์ที่เด็กเรียนรู้และพูดได้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 1 คำ เมื่อเด็กอายุประมาณ 10-12 เดือน จนถึงสองพันกว่าคำ เมื่อเด็กอายุ 7 ปี
โดยในระยะแรก เด็กจะเริ่มพูดเป็นคำๆ ก่อนเมื่ออายุ 1-2 ปี และเริ่มพูดเป็นประโยคสั้นๆ ได้เมื่ออายุ 3 ปี พออายุ 4 ขึ้นไป เด็กก็จะสามารถใช้ประโยคเล่าเรื่องต่างๆ ที่เขาพบเห็นให้คุณพ่อคุณแม่ฟังได้ และสามารถใช้ภาษาได้ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ พูดคุยโต้ตอบกับคุณพ่อคุณแม่ ได้อย่างเหมาะสมเป็นเรื่องเป็นราวเมื่ออายุ 7 ปีขึ้นไป
ลองสังเกตดูนะคะว่าลูกของคุณมีพัฒนาการการพูด เป็นไปตามวัยหรือไม่ถ้าเป็นไปตามนี้ คุณแม่ก็โล่งอกหายห่วงได้ค่ะ แต่ก็มีไม่น้อยที่เด็กไม่สามารถมีพัฒนาการที่ดีอย่างที่ควรจะเป็นได้
ปัญหาเรื่องของเด็กพูดช้า เป็นปัญหาที่หนักอกหนักใจของคุณแม่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนักหนาสาหัสเกินจะเยียวยาแก้ไขนะคะ คุณแม่ต้องใจเย็นๆ แล้งลองอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ
เด็กพูดช้า
เด็กพูดช้าคืออะไร
เด็กพูดช้า คือเด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการพูด ไม่เป็นไปตามอายุ เช่น อายุ 2 ปี ยังพูดเป็นคำเดียว ที่มีความหมายไม่ได้ หรืออายุ 3 ปีแล้วยังพูดเป็นประโยคสั้นๆ ไม่ได้
สาเหตุที่ทำให้เด็กพูดช้า
อาจมีที่มาจากความสัมพันธ์ระหว่าง
  1. สิ่งเร้า คือ การพูดจาจากคนรอบข้างและการเปิดโอกาส ให้เด็กโต้ตอบ
  2. ความสามารถของสมองในการแปลงคลื่นเสียงที่ได้ยินเป็นข้อมูล และความสามารถในการเข้าใจข้อมูลพร้อมกับสั่งงาน ให้อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการพูดทำงาน
  3. ความสามารถของอวัยวะที่เกี่ยวกับการเปล่งเสียงเป็นคำพูด ที่ทำงานสอดคล้องกัน และสนองคำสั่งจากสมองได้ดี
ดังนั้น หากเกิดความผิดปกติของขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง หรือหลายขั้นตอนย่อมส่งผลถึงการพูด
สาเหตุของการพูดช้าที่สำคัญคือ
1. ขาดการกระตุ้นทางภาษาที่เหมาะสม เช่น ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ค่อยพูดกับเด็ก ทำให้เด็กขาดทักษะในการเรียนรู้ เรื่องการพูด หรือไม่เปิดโอกาสให้เด็กพูด เช่น เด็กอยากได้อะไร แค่ชี้พี่เลี้ยงก็หยิบให้ โดยเด็กไม่ต้องพยายามออกเสียง เรียกสิ่งที่ต้องการเป็นต้น
2. หูตึง หูหนวก ซึ่งอาจเกิดจาก
  • ภาวะการตั้งครรภ์ผิดปกติส่งผลถึงการได้ยิน เช่น แม่เป็นโรคหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์
  • โรคที่เกิดขึ้นหลังเด็กคลอด เช่น เป็นหูน้ำหนวกบ่อยๆ เป็นโรคสมองอักเสบ
  • เกิดจากการได้รับสารพิษหรือยาบางตัว ซึ่งทำให้ระบบการได้ยินผิดปกติ เช่น ได้รับยาสเตรปโตมัยซิน (Streptomycin)
3. สมองพิการ เช่น ความผิดปกติ ในระบบการสั่งงานของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการพูด และความผิดปกติในส่วนการรับรู เป็นต้น
4. ภาวะปัญญาอ่อน ซึ่งเกิดจากโรคทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) หรือเกิดจากภาวะการคลอด เช่น ขาดเลือดไปเลี้ยงสมองในขณะคลอด หรือเกิดจาก ภาวะโรคติดเชื้อในสมองหรือได้รับสารพิษ เป็นต้น
5. ภาวะโรคจิต โรคประสาท เช่น เด็กมีความเครียด กังวล ซึ่งอาจเกิดจากสภาพการเลี้ยงดูในครอบครัว ทำให้ขลาดไม่กล้าพูด
6. ภาวะออทิสติก ซึ่งเด็กจะมีสมาธิสั้น พูดช้าหรือไม่พูด หรือพูดสื่อสารอย่างมีความหมายไม่ได้ ร่วมกับไม่สามารถ สร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้
7. ความผิดปกติของอวัยวะเกี่ยวกับการออกเสียง เช่น มีพังผืดยึดติดลิ้น (Tonguetic)
ความสามารถในการพูดที่ช้ากว่าวัยซึ่งถือว่าผิดปกติ จะสังเกตได้ดังนี้

อายุ การพูด
6 เดือนไม่หันหาเสียงจากด้านหลังหรือด้านข้าง
10 เดือนยังไม่มีการเล่นเสียงโต้ตอบ (Vocal Play)
หรือไม่เปล่งเสียงร้องตอบรับ
1 ปี พูดได้แต่เสียงสระไม่มีเสียงพยัญชนะ
1 ปี 3 เดือนไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "บ๊าย บาย" ,
"ไม่", "ขวดนม"
1 ปี 6 เดือนพูดคำโดดได้น้อยกว่า 10 คำ
1 ปี 9 เดือนทำตามคำสั่งที่เกี่ยวกับทิศทางไม่ได้
2 ปี ยังพูดเป็นประโยคสั้น ๆ ไม่ได้
หรือชี้บอกส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่ได้
2 ปี 6 เดือนยังไม่สามารถพูดให้คนในครอบครัวฟังเข้าใจได้
3 ปี ยังพูดไม่เป็นประโยค
หรือยังไม่สามารถตั้งคำถามง่ายๆ ได้
หรือยังไม่สามารถพูดให้บุคคลอื่นเข้าใจได้
4 ปี ยังพูดเล่าเรื่องไม่ได้ ยังใช้คำถาม "ทำไม" ไม่ได้
6 ปี พูดออกมาแล้ว คนฟังเข้าใจไม่ถึง 80%
ของเรื่องพูด
ขั้นตอนในการช่วยเหลือเด็กพูดช้า
เมื่อพบว่าลูกพูดช้า คุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของการพูดช้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ในการวางแผนการช่วยเหลือให้เหมาะกับเด็กแต่ละราย
การวินิจฉัยสาเหตุการพูดช้านั้นจะประกอบด้วย
  • การซักประวัติและการตรวจร่างกายเด็กอย่างละเอียดจากแพทย์
  • การตรวจประเมินพัฒนาการและเชาวน์ปัญญา โดยนักจิตวิทยาคลินิกหรือกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการพัฒนาการ
  • การตรวจความสามารถในการได้ยินในกรณีที่สงสัยว่า มีปัญหาหูพิการด้วย
หลังจากได้ข้อสรุปสาเหตุของการพูดช้าแล้ว จะเป็นการรักษาตามสาเหตุพร้อมกับพบผู้เชี่ยวชาญ ที่แพทย์แนะนำ
เช่นกรณีที่พบว่าเด็กพูดช้าจากหูพิการ เด็กจะต้องใส่เครื่องช่วยฟัง (Hearing aid) ก่อนแล้วจึงจะฝึกพูด เมื่อมารับการฝึกพูด นักแก้ไขการพูดจะใช้เทคนิคต่างๆ ในการกระตุ้นให้เด็กเปล่งเสียง เลียนแบบเลียงและเชื่อมโยงเสียงให้เป็นคำที่มีความหมาย โดยยึดหลักการเรียนรู้และพัฒนาการทางการพูดของเด็กปกติเป็นแนวทาง
การกระตุ้นด้านการพูดจำเป็นต้องเริ่มโดยเร็วที่สุด หลังจากที่วินิจฉัยได้แล้วว่าเด็กพูดช้าจากสาเหตุใด เพราะยิ่งเริ่มต้นได้เร็วเท่าไรก็จะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือ ด้านภาษาและการพูดของเด็กได้มากเท่านั้น
นอกจากจะสอนให้เด็กเปล่งเสียงต่างๆ แล้ว นักแก้ไขการพูดจะสอนให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ ที่ต้องใช้พูด ในชีวิตประจำวัน ให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ ตามความเหมาะสม กับระดับอายุของเด็ก
จากนั้นจึงสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะนำคำเหล่านั้น มาสร้างเป็นประโยคที่ถูกต้อง เรียนรู้ที่จะเรียงลำดับประโยคต่างๆ เพื่อเล่าเรื่องต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้เด็กได้ใช้การพูดของตน ในการสื่อสารกับบุคคลอื่นในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
ถ้าเด็กพูดช้าจากปัญหาการได้ยิน แนวทางปฏิบัติของพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กคือ
  1. เวลาพูดกับเด็กควรย่อเข่าหรือนั่งลง ให้เด็กได้สังเกตหน้า และปากของเราเวลาที่พูดคุยกับเขา
  2. หันหน้าเข้าหาเด็ก ให้เด็กมองหน้าเรา และพูดด้วยน้ำเสียงปกติชัดถ้อยชัดคำ ไม่ดังหรือค่อยจนเกินไป และไม่พูดช้าหรือเร็วจนเกินไป
  3. ควรฝึกให้เด็กใส่เครื่องช่วยฟังให้ได้มากที่สุด (อย่างน้อยวันละ 6 ชม.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ควรใส่ และเปิดให้เครื่องช่วยฟังทำงานในเวลาที่เราสอนและพูดคุยกับเขา
  4. กระตุ้นให้เด็กสนใจฟังเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเด็ก เช่น เสียงกริ่งโทรศัพท์ เสียงแตรรถ โดยชี้ชวนบอก และแสดงท่าทางอธิบายให้เด็กเข้าใจด้วยทุกครั้งที่มีเสียงเหล่านี้
  5. ฝึกให้เด็กสนใจฟังเสียงพูดของเรา โดยใช้กิจวัตรประจำวันต่างๆ ในการฝึก เช่น ฝึกให้เด็กยกมือขึ้นทุกครั้งที่เราเรียกชื่อ ฝึกให้เด็กฟังและทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น สวัสดี นั่งลง บ๊ายบาย โดยในระยะแรกต้องเสนอโดยพูดพร้อมกับจับตัวเด็ก ให้ทำตามคำสั่งได้ด้วยตัวเองทุกครั้งที่เราสั่ง
  6. ทุกครั้งที่สอนคำศัพท์ให้กับเด็กจะต้องกระตุ้น ให้เด็กมองปากเราเสมอและต้องอดทนสอนซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง จนเด็กเข้าใจและเรียกได้ด้วยตนเอง
  7. ในการสอนคำศัพท์ต่างๆ สิ่งของจริงจะช่วยในการสอนได้มากที่สุด ถ้าหาของจริงไม่ได้อาจใช้หุ่นจำลองหรือภาพวาดแทน
  8. เด็กที่มีปัญหาการได้ยินจะพูดไม่ชัด ในระยะแรกของการสอนภาษา ผู้สอนต้องอดทน หมั่นสอนซ้ำๆ แต่ต้องไม่เน้นเรื่องพูดไม่ชัด ควรสอนให้เด็กเข้าใจและใช้คำศัพท์ต่างๆ ให้ได้เหมาะสม กับระดับอายุเสียก่อน จึงค่อยแก้ไขเรื่องเสียงที่ไม่ชัดต่อไป
  9. ควรให้กำลังใจเด็กทุกครั้งที่เด็กทำตามที่เราสอนได้อย่างถูกต้อง เช่น ยิ้ม พยักหน้า ชูนิ้วหัวแม่มือ ปรบมือ พูดชมว่าเก่ง ดี หรือให้ขนมเป็นรางวัล
  10. การสอนภาษาและการพูดกับเด็ก ไม่จำเป็นต้องนั่งโต๊ะเรียน และสอนครั้งละนานๆ เพราะเด็กจะเบื่อละยิ่งไม่อยากพูด ควรสอนช่วงสั้นๆ แทรกไปในกิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่เด็กทำ แต่สอนให้บ่อยที่สุด เท่าที่จะทำได้ ยิ่งสอนบ่อยมากเท่าใด โอกาสที่เด็กจะพูดได้เร็ว ก็เกิดขึ้นมากเท่านั้น
การฝึกพูดช้าจากภาวะปัญญาอ่อน
ภาวะนี้มีสติปัญญาช้ากว่าปกติและมักจะมีพัฒนาการด้านอื่นๆ ซึ่งไม่เฉพาะด้านสติปัญญา การพูดช้าเท่านั้นแต่จะมีภาวะด้านร่างกาย การใช้กล้ามเนื้อ ตา มือประสานกันจะช้า รวมถึงการช่วยเหลือตัวเอง ก็จะช้ากว่าปกติ
ถ้าเด็กเหล่านี้ไม่ได้รับการช่วยเหลือฝึกกันอย่างแท้จริง ภาวะปัญญาอ่อนจะไม่เจริญเท่าที่ควร แย่ลง จนที่สุดก็เป็นภาระ ของคนรอบข้างด้วย เด็กปัญญาอ่อนเราสามารถช่วยได้ แต่ไม่ได้หมายความถึงว่า จะดีปกติเหมือนเด็กทั่วๆ ไป แต่จะดีขึ้นเป็นลำดับ และเด็กสามารถเรียนรู้ได้ ในระดับความสามารถที่เขามีอยู่
การจะรู้ว่าเด็กคนไหนมีภาวะปัญญาอ่อน เราคงต้องรู้ด้วยว่า เด็กปกติเป็นอย่างไร โดยต้องนำมาเปรียบเทียบกัน
เด็กคนหนึ่งๆ จะมีพัฒนาการโดยส่วนรวม ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ด้าน คือ
  • กล้ามเนื้อ : กล้ามเนื้อใหญ่ การทรงตัว การเคลื่อนไหวร่างกาย
  • กล้ามเนื้อมัดเล็ก : ซึ่งเป็นการใช้มือใช้ตาประสานงานกัน เช่น การหยิบจับของ การเขียนหนังสือ การจับช้อน วาดรูป
  • พัฒนาการด้านการเรียนรู้ : เด็กมีความสามารถในการรับรู้ และผลของการรับรู้นั้นเข้าใจและปฏิบัติหรือเปล่า อันนี้เป็นพัฒนาการการเรียนรู้ด้านสติปัญญา เพื่อปรับตัวเข้ากับสิ่งเร้าต่างๆ
  • ความเข้าใจภาษาและสื่อภาษา : ด้านนี้จะมาก่อน เมื่อเด็กๆ เข้าใจภาษาแล้ว เด็กก็จะสื่อภาษาตามมา ในขณะเดียวกันมีเด็กหลายคนที่เข้าใจหมด แต่ไม่พูด เพราะอะไร จุดนี้น่าสนใจ บางทีเพราะคุณแม่หรือครูใจร้อน ไม่ได้ปล่อยโอกาสหรือเวลาเพื่อให้เด็กมีโอกาสตอบสนองออกมา
    จริงๆ แล้วเด็กอาจพูดได้แต่ชี้ปุ๊บได้ปั๊บก็สบายไม่ต้องพูดเสียเลย แต่ถ้าชี้ปุ๊บเราถามอะไรลูก เขาชี้น้ำเราก็พาเขาไปที่ๆ เขาชี้ กินน้ำหรือพูดกับลูกว่า...เอ้านี่ น้ำลูกน้ำ อย่างนี้จะทำให้เขารับรู้แล้วว่า นี่คือน้ำ ต่อไปถ้าเด็กจะกินน้ำเขาอาจออกเสียงน้ำไม่ชัด ไม่เป็นไร แต่นี่คือการรอการเปิดโอกาสให้เด็กพูดออกมาบ้าง
  • พัฒนาการด้านสุดท้ายคือ ด้านอารมณ์ สังคม และการช่วยเหลือตัวเอง พัฒนาการเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นผู้เปิดโอกาสให้เด็ก เช่น รู้จักใส่หรือถอดเสื้อผ้าเอง ช่วยคุณแม่บ้าง ตักข้าวทานเอง ทานน้ำจากแก้วเองไม่ต้องทานจากขวดแล้ว ขวบครึ่งควรจะฝึก ให้ดื่มน้ำจากแก้วได้แล้ว พัฒนาการด้านการช่วยเหลือตนเองนี้สำคัญมาก หากคุณพ่อคุณแม่ฝึกให้เด็กหัดช่วยตัวเองมาแต่ต้น เขาจะมีความภาคภูมิใจในตัวเองและอยากทำต่ออีก
เด็กมีภาวะปัญญาอ่อนหรือเด็กพูดช้าด้วยสาเหตุใดๆ ก็ตาม โดยมากมักมีปัญหาด้านการเรียนด้วย ปกติเด็กจะมีทักษะพื้นฐาน ของการเรียนรู้อยู่ เช่น เรียนได้ไหม เป็นคนช่างสังเกตหรือเปล่า จดจำได้ไหม แต่เด็กที่ช้าจะมีปัญหาตรง 3 จุดคือ
  1. จับจุดไม่เป็น ไม่รู้ครูพูดเรื่องอะไร ไม่ค่อยเข้าใจ ตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบ การเรียนรู้ก็ช้าตามไปด้วย
  2. ได้หน้าลืมหลัง เห็นชัดเลยว่าสอนไปแล้วกลับบ้านถามตอบไม่ได้ ไม่รู้หรือเรียนเรื่องนี้พิสูจน์ว่าได้แล้ว พอเราเริ่มสอนสิ่งใหม่อันเก่าลืมแล้ว เราต้องกลับมาเน้นย้ำที่เรียนไปด้วย เพื่อให้เกิดการเรียนรูที่ถาวร และคงที่หากเราไม่ได้เน้นในแง่การเรียนรู้อันเดิมเด็กก็จะลืม
  3. เด็กช้าจะรู้สึกล้มเหลวง่าย ทำไม่ได้แล้วก็มักจะถูกดุถูกว่า เด็กพวกนี้มักจะรู้สึกล้มเหลวง่าย ไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว หันไปรอบข้างน้องพี่เก่งกว่า พ่อแม่ก็มักจะชมแต่น้องหรือพี่ ตัวเองทีไรไม่ได้รับการชมเชยเลย ก็ยิ่งช้าไปใหญ่
ทั้ง 3 จุดนี้พ่อแม่จะต้องมีเทคนิคในการสอนให้ดีพอ และสามารถพัฒนาเด็กปัญญาอ่อนให้มีภาวะที่ดีขึ้นเป็นลำดับ จนบางครั้งถ้ามีภาวะการเรียนรู้ที่ช้าแต่ไม่ถึงปัญญาอ่อน ก็สามารถมีระดับสติปัญญาใกล้เคียงภาวะปกติหรือเด็กในวัยเดียวกันได้
สอนเด็กพูดช้าทำอย่างไร
สอนเด็กเหมือนเด็กปกติเพียงแต่สอนให้ช้าลง ก่อนที่เราจะสอน เราก็ต้องรู้ก่อนว่า เด็กคนนั้นเขารู้อะไรบ้างแล้ว ถ้าเด็ก 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ประเมินได้จากการเล่นกับเพื่อน หรือถามพี่เลี้ยงว่า เด็กทำอะไรได้บ้างหรือไม่ เพื่อการยืนยันว่าเด็กช้าหรือไม่ เท่ากับเด็กอายุเท่าไร ความสามารถของเด็กมีเท่าไหร่ จะมีแบบประเมินพัฒนาการโดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษามาโดยเฉพาะ เวลาเราสอนการพูดเราก็สอนเรื่องอื่นด้วย และในขณะที่สอนเรื่องอื่น เราก็สอนการพูดด้วย
แนวทางการฝึกพูดสำหรับเด็กปัญญาอ่อน
  1. การสอนพูดควรจะเริ่มให้เร็วที่สุด
  2. ถ้าเด็กมีความล่าช้าทางด้านภาษาและการพูด ควรเริ่มสอนให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษาก่อน จึงจะแก้ไขเสียงที่พูดไม่ชัดภายหลัง
  3. สอนให้เด็กใช้ประสาทสัมผัสทุกส่วนในการรับรู้ภาษา
  4. เวลาสอนควรใช้ภาษาเดียวกับเด็ก อย่าพูดหลายภาษา
  5. ควรเลือกสอนคำที่เด็กใช้ในชีวิตประจำวันก่อน เช่น คำนาม ชื่อสัตว์ ชื่อคน สิ่งของ
  6. ในระยะแรก ควรเริ่มสอนจากคำพยางค์เดียวก่อน
  7. เมื่อพูดกับเด็ก ควรให้เด็กได้มีโอกาสพูดโต้ตอบบ้าง เพื่อให้เด็กเห็นถึงความสำคัญของการพูดในชีวิตประจำวัน
  8. ในระยะแรก ถ้าเด็กพูดไม่ชัดอย่าเพิ่งเคี่ยวเข็ญให้เด็กพูดชัด เพราะจะทำให้เด็กเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากพูด
  9. จัดสถานการณ์ต่างๆ ที่เอื้ออำนวยให้เด็กอยากพูดโต้ตอบด้วย ไม่บังคับให้เด็กออกเสียงหรือพูดตามใจผู้ใหญ่
  10. ควรสอนช้าๆ สอนซ้ำๆ โดยอาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบ และวิธีการต่างๆ เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเพื่อทำความรู้จัก และวิธีการแก้ไขเด็กพูดช้า สำหรับคุณพ่อคุณแม่ ที่กำลังวิตกกังวลว่าลูกน้อย จะมีพัฒนาการ ด้านการพูดช้าหรือไม่ อย่างไรก็ตามขอแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตติดตามพฤติกรรมพัฒนาการของลูกตลอดเวลา เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นมาจะได้รีบเร่ง แก้ไขกันเสียแต่เนิ่นๆ และที่สำคัญควรพาลูกไปพบหมอหรือนักพัฒนาการเด็ก เพื่อการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป